แชร์ :

ห้องเย็นเก็บไวน์ (Wine Cellar)

ห้องเย็นเก็บไวน์ (Wine Cellar) ถือเป็นอีกหนึ่งห้องที่สำคัญภายในบ้านของนักดื่มไวน์และนักสะสมไวน์ เพราะนอกจากไวน์จะเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติชวนลิ้มลอง มีราคาแพง และเป็นที่ทราบกันดีว่าบางรุ่นมีมูลค่าสูงเทียบเท่าราคารถยุโรปแบรนด์ชั้นนำหนึ่งคัน  ดังนั้นไวน์ยังถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของเหล่านักดื่ม นักสะสม และคลั่งไคล้ในรสชาติชวนลิ้มลองด้วย เพราะฉะนั้นห้องเย็นเก็บไวน์และวิธีการเก็บรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งและนับว่าเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งก็ว่าได้

การเก็บรักษาไวน์อย่างถูกวิธีเป็นศิลปะที่ช่วยคงรสชาติ ความหอม และคุณภาพของไวน์ให้คงอยู่ได้ยาวนาน ไม่ว่าคุณจะมีไวน์เพียงไม่กี่ขวด หรือเป็นนักสะสมระดับมืออาชีพ การเข้าใจหลักการพื้นฐานของ "ห้องเย็นเก็บไวน์" (Wine Cellar) หรือตู้แช่ไวน์จะช่วยให้ไวน์ขวดโปรดไม่เสียรสชาติก่อนเวลาอันควร

ห้องเย็นเก็บไวน์ หรือ Wine Cellar เป็นหัวใจสำคัญสำหรับนักสะสมไวน์ เพราะสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะช่วยรักษาคุณภาพ รสชาติ และเพิ่มมูลค่าของไวน์ได้ในระยะยาว โดยปัจจัยหลักที่ต้องควบคุมคือ อุณหภูมิคงที่ (12-16 องศาเซลเซียส), ความชื้นสัมพัทธ์ (60-70%), แสงสว่างที่น้อย และไม่มีการสั่นสะเทือน

ปัจจัยสำคัญในการสร้างห้องเย็นเก็บไวน์ : การเก็บไวน์ที่ดีและได้มาตรฐานไม่ได้ต้องการแค่ความเย็นเท่านั้น แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เสถียร โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. อุณหภูมิที่เหมาะสมและคงที่: อุณหภูมิในห้องเย็นเก็บไวน์ควรอยู่ระหว่าง 12°C - 16°C (อุดมคติคือ 12-13°C แต่ก็ขึ้นกับชนิดของไวน์) สิ่งสำคัญคือความคงที่ ไม่ควรให้อุณหภูมิแกว่งขึ้นลง เพราะจะทำให้ไวน์เสียรสชาติ ห้องที่ปรับอุณหภูมิได้แยกความแตกต่างตามแต่ละชนิดของไวน์ในการเก็บรักษา :
    • ไวน์แดงควรเก็บที่อุณหูมิ: 15-18°C
    • ไวน์ขาวควรเก็บที่อุณหูมิ : 8-12°C
    • สปาร์คกลิ้งไวน์ควรเก็บที่อุณหูมิ : 6-8°C

    หากอุณหภูมิในการเก็บรักษาอุ่นหรือเย็นเกินไปก็จะทำให้ผิดรสชาติทันที เช่น ในไวน์แดง กลิ่นหอมของผลไม้หรือองุ่นจะหายไปเหลือแต่กลิ่นของแอลกอฮอล์ ส่วนไวน์ขาวและสปาร์คกลิ้งไวน์ รสชาติจะเปรี้ยวและมีกลิ่นแรง

  2. ความชื้นที่เหมาะสม: ความชื้นควรอยู่ระหว่าง 60% - 70% หากต่ำกว่า 50% จุกคอร์กจะแห้งกรอบ ทำให้อากาศเข้าไปทำลายไวน์ แต่ถ้าชื้นเกิน 70% อาจทำให้ฉลากเสียหายและเกิดเชื้อราปราศจากแสงแดดและความร้อน:
  3. เก็บในที่ไม่ถูกแสงแดด: ควรจัดเก็บไว้ในที่มืดสนิท เพราะแสงแดด (โดยเฉพาะ UV) สามารถทำลายรสชาติของไวน์ได้
  4. ความเงียบและการสั่นสะเทือนต่ำ: การสั่นสะเทือนจะส่งผลต่อกระบวนการบ่มตามธรรมชาติของ
  5. กลิ่นอับและสภาพอากาศ: ห้องเย็นเก็บไวน์ต้องระบายอากาศได้ดี เพื่อป้องกันกลิ่นอับที่อาจซึมผ่านจุกคอร์กได้
  6. แยกประเภทไวน์: แม้จะแนะนำที่ 12°C-14°C เป็นหลัก แต่ไวน์แต่ละชนิดมีความต้องการอุณหูมิในการเก็บที่แตกต่างกันดังรายละเอียดข้างต้น ซ่งควรแยกการจัดเก็บไม่ปะปนกัน
  7. วิธีการจัดวางขวดไวน์ที่เหมาะสม: การจัดวางไวน์ในแนวนอนจะช่วยให้ไวน์สัมผัสกับจุกคอร์กตลอดเวลา ป้องกันไม่ให้จุกแห้งจนทำให้อากาศเข้า การจัดวาง ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน วิธีการวางขวดไวน์ที่ถูกต้องให้สังเกตที่ฝาปิด ถ้าขวดไวน์ที่ซื้อมามีฝาปิดแบบเกลียวแสดงว่าไวน์ขวดนั้นได้ผ่านกระบวนของการทำให้เป็นระบบสุญญากาศแล้ว สามารถวางได้ทั้งแบบแนวตั้งหรือแนวนอนไปเลยก็ได้ ส่วนไวน์ที่ฝาปิดเป็นแบบจุกไม้คอร์ก ควรวางแนวเอียง 45 องศา เพื่อให้ไวน์ในขวดได้สัมผัสกับจุกไม้คอร์ก ดันไม่ให้อากาศเข้าไปในขวดได้

หากไม่มีห้องเย็นเก็บไวน์ (Wine Cellar) ควรทำอย่างไร?ตู้แช่ไวน์ (Wine Cooler): เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและสะดวกที่สุดสำหรับบ้านยุคใหม่ เพราะควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้แม่นยำสถานที่ในบ้านที่เหมาะสม: เลือกที่มืดและเย็นที่สุด เช่น ตู้เสื้อผ้าในห้องนอน, ห้องเก็บของใต้ดิน (ถ้ามี), หรือมุมที่อับแสงและอุณหภูมิคงที่ ไม่ควรเก็บในตู้เย็นที่เปิดปิดบ่อยหรือห้องครัวเพราะร้อนเกินไป

การลงทุนในห้องเย็นเก็บไวน์หรือตู้แช่ไวน์คุณภาพสูง จึงไม่ใช่แค่การเก็บรักษา แต่คือการรักษา "คุณภาพ" ของไวน์ให้ดีที่สุดตามอายุของมัน

เรียบเรียงโดย : ดร. สุกิจ ลิติกรณ์

ผู้อำนวยการสนับสนุนวิศวกรรม ธุรกิจระบบทำความเย็น

บริษัท หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน)